[f I c t I o n ] Battle Royal ( SJ Ver.) # 1
posted on 21 Nov 2007 22:58 by envi-k in f-Battle-Royal
[f I c t I o n ] Battle Royal ( SJ Ver.) # 1 >> ผลของการหนี -*-
[A
u t h o r ] Envi.K
[
R a t e ] Unknow ?
[ P e I r ] Unknow ? -*-
แสงแดดรำไรสาดส่องผ่านหมู่ยอดไม้ลงมากระทบใบหน้าหล่อเหลาที่แหงนมองฟ้ากว้าง หยดน้ำหยดหนึ่งจากใบไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปตกลงมากระทบแก้ม ร่างสูงโปร่งวางกระเป๋าเป้ที่หนักอึ้งลงบนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยใบไม้แห้งอย่างเงียบเชียบที่สุด เป็นที่รู้กันว่าเมื่ออยู่ในป่าเช่นนี้ และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องล่าและหลบหนี ต้องทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ตำแหน่งที่อยู่ของเรา
ฮยอกแจนั่งลงช้า ๆ ก่อนจะรูดซิปเปิดกระเป๋าเพื่อดูของข้างใน....
“อี๋....ของบ้าอะไรวะ”
พูดอย่างนึกรังเกียจพลางหยิบหนังสืออย่างว่า(หนังสือแนวปลุกใจเสือป่า -*- ) และไวเบรเตอร์ (คงรู้ใช่มั๊ยว่ามันคืออะไร -*-) ขึ้นมาดูแล้วยัดกลับลงกระเป๋าเหมือนเดิม นอกจากของสองชิ้นนี้แล้วยังมีอาหารและน้ำดื่มที่สามารถใช้เป็นเสบียงได้อีกหลายวัน รวมถึงยาที่จำเป็นและแผนที่
“เฮ่อออออ แล้วจะเอาไงต่อละเนี่ย” บ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมกับรูดซิปปิดกระเป๋า แต่ทว่า..
....แซ่กๆๆ.....
เสียงฝีเท้าย่ำลงบนใบไม้แห้งใกล้เข้ามาทุกที แน่นอนว่ามีใครบางคนกำลังมาทางนี้ ทันทีที่เสียงอันไม่น่าไว้วางใจดังขึ้น ฮยอกแจก็รีบกระโดดเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ทันที เสี่ยงจะตายชัก เกิดเจอพวกตัวอันตรายอย่างคังอินขึ้นมาหล่ะ ไม่อยากจะคิด....
“เฮ้อ....ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่สินะ” เสียงของผู้มาเยือนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทันทีที่ฮยอกแจได้ยินเสียงนั้น ร่างสูงก็กระโดดออกมาจากที่ซ่อนทันที
“รยออุค”
“ชู่วววววว~ เบา ๆ ฮะพี่ฮยอกแจ” ร่างบางรีบยกนิ้วขึ้นห้ามไม่ให้อีกคนส่งเสียงดังขึ้นอีก ใบหน้าน่ารักไร้เดียงสาซีดเผือดเมื่อนึกถึงอนาคตอันน่าสยดสยอง (ถ้าเกิดคังอิน ชีวอน หรือเยซองเดินผ่านมา เฮือกกกก )
“ขอโทษนะ” ร่างสูงรีบพูด ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คนที่ตัวเองเอ็นดูเหมือนน้องชาย
“พี่จะเล่นมั๊ยฮะ เกมโรคจิตนี้อ่ะ”ร่างบางวางกระเป๋าแล้วกอดอก ทิ้งตัวนั่งลงกับขอนไม้ เงยหน้าขึ้นมองฮยอกแจตาแป๋ว
“ไม่รู้สิ แต่พี่อยากจะหนี”
“หนี” ร่างบางทวนคำ “แต่นี้มันเป็นเกาะนะฮะ พี่จะหนีไปยังไง”
“ถ้าจะกำหนดให้เราเล่นเกมแบบนี้ได้ พี่ว่าคนจัดต้องไม่มีคนเดียวแน่นอน และก็ต้องมีบ้างแหละที่บางคนต้องกลับเข้าฝั่ง”
“แต่ว่า ลุงนั้นก็บอกนี่ฮะ ว่าถ้าหนีแล้วจะต้องโดน....” ละประโยคหลังไว้ในฐานที่เข้าใจ และดูท่าทางคนคิดเกมโรคจิต(ใครวะ ไม่ใช่คนเขียนน้า)คงจะลงโทษตามที่พูดจริง ๆ
“โถ ก็หนีแบบอย่าให้พวกนั้นจับได้สิ”
ฮยอกแจพูดพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์
“พี่มีแผนหรอฮะ”
“มีสิ ว่าแต่ รยออุคจะไปกับพี่ไหม”
ร่างบางมองร่างสูงอย่างไม่เข้าใจ หนีไปได้ก็ดีเหมือนกัน เกมบ้าบอนี่เขาไม่อยากเล่นหรอก กติกาป่าเถื่อนสิ้นดี(คนแต่งไม่ป่าเถื่อนน้า ย้ำ ไม่ป่าเถื่อน )
“ไปก็ได้ฮะ”
“ดี งั้นไปหาท่าเรือกัน พี่มีแผนที่ด้วย เห็นมั๊ย นี่ตำแหน่งของท่าเรือ”
ฮยอกแจพูดพร้อมกับชี้ไปยังจุดเหนือสุดของแผนที่อันเป็นที่ตั้งของท่าเรือ สิ้นประโยคนั้นสองร่างก็เริ่มเดินตามเสียงคลื่นและเส้นทางตามที่แผนที่บอกไว้เพื่อมุ่งสู่ทะเลกว้าง...
ร่างใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทนั่งนิ่งอยู่หน้าจอแอลซีดีขนาดใหญ่เกือบเท่าผนังห้อง นั่งมองจุดสีแดงเล็ก ๆ ที่แสดงบนแผนที่เกาะส่วนตัวกลางอ่าวเมาะตะมะของตัวเองและเหล่าสมาชิกบอร์ดพร้อมกับยิ้มมุมปาก ดวงตาสีดำสนิทภายใต้แว่นกรอบหนาจับจ้องไปยังจุดสองจุดที่ตรงเข้าไปหาฝั่งเรื่อย ๆ
...สัญชาติของคน เมื่อกำลังรู้ตัวว่าถูกล่า ย่อมวิ่งเข้าหาที่ ๆ ทำให้คนอื่นตามหาตัวเองได้ยากที่สุด...
.....ยิ่งใกล้ฝั่ง ป่าไม้ก็ยิ่งโปร่ง ยิ่งถูกมองเห็นได้ง่ายขึ้น...
....ความเร็วทั้งสองคนมุ่งไป ไม่ได้เดินเข้าหาฝั่งอย่างเชื่องช้า เพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง
....แต่รีบเร่งเพื่อให้ใกล้ฝั่ง....
....ไม่ได้มุ่งเข้าไปหา....แต่เหมือนจะหนีห่างจากคนอื่น
.....อยู่ด้วยกันสองคน แต่ไม่ทำอะไรกันเลย...
.
.
.
“เฮ่อ นักเรียนแต่ละคนนี่ดื้อจัง”
ร่างใต้ผ้าคลุมนั้นพูดเบื่อ ๆ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วหันไปมองที่อีกสองร่างใต้ผ้าคลุมแบบเดียวกันกับตัวเองที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง
“ไปจัดการสองคนนั่นซะ สั่งสอนให้รู้ซะว่าถ้าคิดจะหนีแล้วจะเจออะไร
“ค่ะ” สองร่างนั้นรับคำ ก้มหัวให้ผู้เป็นเจ้านาย ก่อนจะหายไปในเงามืด....
....ออกไปจากประภาคารใกล้ท่าเรือซึ่งเป็นตึกบัญชาการพร้อมกับยาบางอย่างในมือ...
....เพื่อไปจัดการกับบางคนที่คิดแหกกฎให้หลาบจำ.....
“นั่นไง ท่าเรือ” ฮยอกแจพูดพร้อมกับชี้ไปยังตำแหน่งของท่าเรือเบื้องหน้า มองเห็นเรือประมง เรือเฟอร์รี่ และเรือกอและที่ทอดสมออยู่ใต้น้ำ โคลงเคลงไปตามคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดผ่านเข้าหาฝั่ง ไม่ไกลนัก กลางหมูหินโสโครก ยังมีประภารคารสีงาช้างที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือซากเรืออัปปาง ยอดประคารสูงตระหง่านราวกับกำลังท้าทายเมฆดำทะมึนเบื้องบน นกนางแอ่นราวร้อยตัวที่บินผ่านกรีดเสียงร้องชวนขนลุกราวกับว่ามันกำลังบินสู่รังเลือด ลมกรรโชกแรงพัดเอากลิ่นทะเลและเม็ดทรายเข้าสู่ฝั่ง
“เอ่อ พี่ครับ ผมว่าบรรยากาศมันน่ากลัวพิกลนะ” รยออุคพูดขึ้นบ้าง มองไปรอบตัวแล้วถึงกับสั่น ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยแสงทองรำไรกลายเป็นมืดดำและหม่นมัวด้วยเมฆหมอก
....เหมือนกับเป็นลางบอกเหตุ ลางของความโชคร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น( กับพวกแกสองคน 55+)......
“คิดมากหน่ะ” ร่างสูงพูดพร้อมกับโผล่หัวออกไปนอกพุ่มไม้ที่แอบซ่อนตัวอยู่ นานทีเดียวกว่าจะกวาดสายตามองไปทั่วฝั่ง เมื่อไม่เห็นใครบนชายหาดและไม่เห็นแสงไฟจากประภาคาร ก็ตัดสินใจลุกขึ้น...
“ไปกันเถอะ”จบประโยคก็รีบวิ่งออกไปโดยไม่หันไปมองคนข้างหลัง คิดว่าอย่างไรก็ตามรยออุคคงวิ่งตามมาแน่นอน ร่างสูงเร่งมุ่งตรงไปยังเรือเฟอร์รี่โดยลืมที่จะหยิบกระเป๋าเป้มาด้วย เมื่อขึ้นไปบนเรือได้แล้วก็รีบไปหลบที่ในห้องมืด ๆ ห้องหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปมองหาอีกคนที่คิดว่าจะตามมา...
..แต่ทว่า....
...ไม่มีแม้แต่เงา...
รอยอุคไม่ได้วิ่งตามมา รอยเท้าบนพื้นทรายมีเพียงรอยเท้าของเขาคนเดียว....
แล้วสายลมก็พัดรอยเท้านั้นให้เลือนหายไป....
...ไปไหนกันนะ....
มองไปยังหลังพุ่มไม้ก็ไม่เห็นเงาของใครสักคน รยออุคไม่ได้อยู่ที่นั่น
ฮยอกแจเริ่มร้อนใจ มองทุกอย่างผ่านรอยแยกของประตูในห้องนั้นด้วยใจเต้นแรง รยออุคไปไหน ทำไมถึงหายไปเงียบ ๆ แบบนั้น
นกนางแอ่นที่บินผ่านดาดฟ้าเรือร้องเสียงแหลม มันช่างกรีดแทงหัวใจได้ดีเหลือเกิน
มือเริ่มชื้นเหงื่อ ร่างสูงสะดุ้งเฮือกเมื่อความเย็นของโลหะค่อย ๆ ลามเลียมไล้จากแผ่นหลัง ไล่ขึ้นมาถึงบนต้นคอ ก่อนจะจ่อนิ่งอยู่แบบนั้น
“หันหลังมาซะเด็กดื้อ เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว” เสียงทุ้ม ๆ ของอาจารย์คนที่พึ่งบอกกติกาของเกมเมื่อเช้าดังขึ้นในความมืด
ซวยแล้ว....
ร่างสูงได้แต่คิดแบบนั้น ในสมองพยายามคิดหาวิธีร้อยแปดเพื่อเอาตัวรอด แต่ดูเหมือนกับว่าทุกอย่างมันจะตื้อไปหมด
ฮยอกแจหันหลังกลับไปช้า ๆ....
“อุ๊...” เสียงร้องเหมือนจะเลือนหายเมื่อมีใครบางคนเอาผ้ามาปิดจมูกเขาไว้ กลิ่นฉุนจัดของไซโคลแอลเคนบางอย่างปะทะกับจมูกอย่างแรงจนแทบสำลัก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่สูดดมมันเข้าไป ฮยอกแจพยายามดิ้นรนสุดชีวิตแต่เรี่ยวแรงกับเลือนหายไปอย่างประหลาด แขนขาที่เคยขยับได้อย่างคล่องและง่ายดายกลับกลายเป็นว่ามันหนักเหนือเกิน สติหายไป ภาพเพดานและใบหน้าของชายสูงอายุที่อาบไล้ด้วยแสงน้อยนิดของประตูเริ่มลางเลือน
..ตึง...
ร่างสูงล้มลงบนพื้นไม้ ความเจ็บปวดกลายเป็นชาและไร้ความรู้สึกอย่างรวดเร็ว ไฟในห้องพลันสว่างจ้า ดวงตาคมมองเห็นห้องหรูที่มีการจัดไว้อย่างดีทันที ภาพของโคมระย้าที่มองเห็นเลือนลางถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของใครบางคน( ที่ดูเหมือนกับนักแต่งฟิคบอร์ดทึกซินผู้มีตัวย่อของชื่อว่า น.) ที่ถูกปิดล้อมด้วยฮูทเสื้อคลุมตัวยาวสีดำสนิท ร่างนั้นยิ้มมุมปาก ก่อนจะปักเข็มฉีดยาลงบนคอเขา
..ฉึก.......
ของเหลวสีฟ้าเข้มไหลออกไปตามเข็ม ก่อนจะไหลสู่หลอดเลือดแล้วไหลเวียนไปทั่วร่าง วินาทีนั้นร่างสูงอยากจะร้องแต่ก็ร้องไม่ออก ริมฝีปากค้าง ลิ้นแข็งเหมือนกับมันอยู่นอกเหนืออำนาจสั่งการไปแล้ว ผ่านไปไม่ถึงเสี้ยววินาที ฮยอกแจก็เริ่มไม่รู้สึกตัวและเพ้อ ครางงึมงำคล้ายคนเสียสติ ประสาทรับรู้ทั้งหลายเริ่มด้านชา แต่ทว่าโสตประสาทกลับตื่นตัวอย่างรุนแรง คอยสดับเสียงทั้งหลายที่ดังอยู่ใกล้ตัวไม่ห่าง
“นี่คือบทลงโทษของเด็กดื้อที่คิดจะหนี” ร่างใต้ผ้าคลุมนั้นพูดเบา ๆ ก่อนจะดึงเข็มฉีดยาออก แล้วสติของฮยอกแจก็ดับลง......
“อื้อ”
ร่างบางค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น ความรู้สึกที่รับรู้ได้สิ่งแรกคืออาการปวดที่แล่นจี๊ดเข้ามาในหัว รยออุคส่ายหัวแรง ๆ เพื่อไล่ความเจ็บปวดทั้งหลายออกไป
แต่ภาพที่เห็นทำให้ต้องนิ่งอยู่อย่างนั้น....
เวลานี้เป็นเวลากลางคืน ดวงดาวแข่งกันเปล่งแสงเต็มฟากฟ้า ตอนนี้เขาอยู่ในห้องแคบ ๆ ห้องหนึ่ง กลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ อบอวลทั่วห้องชวนให้สบายและผ่อนคลายอย่างหน้าประหลาด
นี่เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน...
สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือ ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรแหลม ๆ ปักลงทีต้นคอ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือแผ่นหลังของฮยอกแจที่ห่างจากตัวเองไปเรื่อย ๆ จำได้ดีถึงความพยายามของตัวเองที่จะตะเกียกตะกายตามพี่ชายคนนั้น
แล้วจากนั้นก็หมดสติไป....
....ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน แล้วคนอื่นหล่ะ....
“เฮ่ออออ”
ร่างบางอุทานกับโชคชะตาของตน ยกมือด้านขวาขึ้นหวังเพื่อจะเสยผมที่ปรกหน้าออก...
แต่ยกเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นเสียที แถมยังมีบางอย่างบาดข้อมือจนเจ็บ เมื่อมองแล้วก็ต้องเผลออุทานด้วยความตกใจ
มันถูกล่ามโซ่เอาไว้ติดกับหัวเตียงสีขาวที่เขานั่งอยู่....
ซ้ำร้ายปลายเตียงยังมีโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ฉายหนังอย่างว่า แถมท่าทางจะเป็นจุดที่ตื่นเต้นที่สุดในเรื่องพอดี รยออุคมองการกระทำของคนสองคนในจอราวกับต้องมนต์ กลิ่นกำยานเหมือนจะแรงขึ้นในห้วงความคิด มันค่อย ๆ แทรกซึมสู่ภายในกาย ทั้งกลิ่นทั้งภาพกระตุ้นความต้องการของเขาได้มากเหลือเกิน
ส่วนนั้นค่อย ๆ ตื่นตัวช้า ๆ .....
...ใครก็ได้ มาช่วยผมที.........
ลมบกยามราตรีพัดคลื่นออกจากฝั่ง ในซากเรืออับปางบนกองหินโสโครกยังมีร่างหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนนั้น ลมที่พัดผ่านทำให้ร่างนั้นรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาพร้อม ๆ กับสติสัมปชัญญะที่เริ่มตื่นตัว แสงจันทร์เดือนแรมทำให้ฟ้ามืดมนและน่ากลัว มีเพียงแสงดาวที่เปรียบดังความหวัง เสียงนกนางแอ่นเงียบไปนานแล้ว มีเพียงเสียงคลื่นและเสียงสัตว์กลางคืนที่ดังอยู่เรื่อย ๆ
ทว่าเสียงจากธรรมชาติเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงประกาศที่ได้ยินไปทั่วเกาะ
[[[[[ ประกาศด่วน ขณะนี้มีนักเรียนสองคนที่คิดจะหนี และพวกเราได้ลงโทษตามกฎแล้ว คนนึงเราล่ามเขาไว้ที่ตำแหน่ง 2A เซเมะที่เราแอบชั่ว เอ้ย ช่วยโดยการให้แผนที่ไว้ สามารถไปจัดการได้ ส่วนอีกคน ไม่ขอเอ่ยตำแหน่ง แต่อยากบอกว่า อุเคะทั้งหลาย จงระวังตัวไว้ดี ๆ อ้อ จำไว้ อย่าเอาสองคนนี้เป็นเยี่ยงอย่าง ]]]]]
สิ้นเสียงประกาศ ก็ตามมาด้วยเสียงนกแตกรัง แล้วก็มีเสียงเคาะไมโครโฟนสองสามที
[[[[[ ฮัลโหล ๆๆๆ ตอนนี้สองทุ่ม ยังไม่มีใครจัดการใครเลย นักเรียนนี่แย่จริง ๆ เลยนะ อย่าลืม ถ้าภายในเที่ยงคืนวันนี้ยังไม่มีใครโดนจัดการ แพ้ทั้งหมด อืม วันนี้ครูก็หวังว่าทุกคนจะขยันข่มขืนคนอื่นมากขึ้น สวัสดี ]]]]]
หลังจบข้อความที่สองร่างสูงก็ตื่นเต็มตา ฮยอกแจลุกขึ้นช้า ๆ รู้สึกเมื่อยขบและปวดหนึบไปทั้งตัว ที่คอยังเจ็บแปรบ ๆ ไม่นานนักความรู้สึกนั้นก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอื่น...
เขาว่ากันว่า เมื่อคนเราต้องการ แอนโดรฟินจะหลั่งออกมาให้ลืมความเจ็บปวด
ความรู้สึกตอนนี้
....ร้อนไปทั้งร่างราวกับถูกไฟเผา
ต้องการ...
ต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกอึดอัดและอัดอั้นนั้นออกมาเสียที...
ส่วนนั้นตื่นตัวขึ้นมาอย่างยากจะควบคุม....
พวกนั้นฉีดอะไรให้เขา ทำไมถึงได้เกิดอารมณ์มากมายขนาดนี้
มากจนคุมตัวเองไม่ได้....
.
.
.
.
แล้วสายตาก็พลันไปสะดุดกับร่างหนึ่งที่ชายฝั่ง....
edit @ 21 Nov 2007 23:07:50 by envi.k
edit @ 21 Nov 2007 23:11:47 by envi.k